เพียงแค่ Wallet Address อาจจะยังโปร่งใสไม่พอ
โดยหลักการแล้วธุรกรรมบนบล็อกเชนสามารถตรวจสอบเส้นทางได้ทั้งหมด โดยข้อมูลที่ทุกคนสามารถเห็นบนบล็อคเชนเป็นสาธารณะคือการเห็นว่าเหรียญถูกส่งจากเลขกระเป๋าหนึ่งไปอีกเลขกระเป๋าหนึ่ง ซึ่งนี่เป็นจุดเด่นของการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนที่หลายคนยกย่องว่า “โปร่งใสและตรวจสอบได้” แต่เพียงการเห็นว่าเหรียญถูกส่งจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋าหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ทราบเสมอไปว่าใครอยู่เบื้องหลังธุรกรรมนั้น จึงเกิดหลักการ Travel Rule ขึ้น เข้ามาปิดช่องว่างนี้ เพื่อให้มีข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนเหรียญ นำไปสู่การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แล้วหลักการ Travel Rule ทำงานอย่างไร? Pulse Legal จะพาคุณค่อย ๆ เจาะลึกไปทีละขั้น
Travel Rule คืออะไรในมุมมองสากล
Travel Rule เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของ Financial Action Task Force หรือ FATF โดยนำหลักความโปร่งใสของการโอนเงินตาม Recommendation 16 มาใช้กับสินทรัพย์ดิจิทัล สาระสำคัญคือ ผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน หรือ Virtual Asset Service Providers (VASPs) ต้องได้รับ เก็บรักษา และส่งข้อมูลที่กำหนดเกี่ยวกับผู้โอนและผู้รับให้แก่ผู้ให้บริการอีกฝั่งอย่างรวดเร็วและปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบธุรกรรมและการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ซึ่งในบริบทของประเทศไทยผู้มีหน้าที่ดังกล่าวจะเป็นของ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561
คำว่า “Travel” จึงหมายถึงข้อมูลที่เดินทางไปพร้อมกับธุรกรรม อย่างไรก็ตาม FATF ไม่ได้กำหนดว่าข้อมูลส่วนบุคคลต้องถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชนสาธารณะโดยตรง การส่งข้อมูลสามารถเกิดขึ้นผ่านช่องทางอื่นที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมนั้นได้
โดยปกติแล้วมาตรฐานของ FATF จะถูกนำไปเป็น guidline ในการกำหนดกฎหมายหรือเกณฑ์ภายในประเทศ จึงทำให้เกิดเกณฑ์ Travel Rule ของไทยตามประกาศ ก.ล.ต. ที่ สธ. 9/2569 ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยต้องยึดเกณฑ์ดังกล่าวเป็นฐานในการออกแบบระบบ Travel Rule
Travel Rule ของไทยกำหนดอะไรบ้าง
ตามข่าวและเอกสาร Q&A ของ ก.ล.ต. หน้าที่อยู่ที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. (เช่น exchange, broker, dealer ฯลฯ) โดยต้องมีนโยบายและขั้นตอนบริหารความเสี่ยง รวบรวมข้อมูลของลูกค้าและคู่ธุรกรรม ตรวจสอบผู้ให้บริการฝั่งคู่ธุรกรรมและตัวกลางที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งข้อมูลประกอบคำสั่งโอนให้ผู้ให้บริการฝั่งผู้รับ (receiver)
ผู้ประกอบธุรกิจยังต้องเก็บข้อมูลประกอบการโอนทุกธุรกรรมอย่างน้อย 5 ปี และจัดเก็บในลักษณะที่หน่วยงานกำกับสามารถเรียกดูหรือตรวจสอบได้ทันที นี่ทำให้ Travel Rule เป็นทั้งเรื่องกระบวนการโอน ระบบข้อมูล และการกำกับดูแลภายในองค์กร โดยทาง Pulse Legal ได้จัดทำแผนผังประกอบความเข้าใจ ดังนี้
กรณีโอนสินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อผู้ทำคำสั่งโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (Sender) ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Operator) ทำคำสั่งโอนสินทรัพย์ดิจิทัลของตน ผู้ประกอบธุรกิจฯมีหน้าที่ ดังนี้
1. ต้องรวบรวมข้อมูล Travel Rule (Travel Rule Data) ให้ครบถ้วน โดยข้อมูลที่รวบรวมนั้นจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับมูลค่าธุรกรรมที่ผู้ใช้บริการทำคำสั่งโอน โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไปเป็นเกณฑ์
กรณีทำคำสั่งโอนสินทรัพยดิจิทัลมูลค่าต่ำกว่า 30,000 บาท: ข้อมูล Travel Rule ที่ต้องรวบรวม ได้แก่
- ชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน
- หมายเลขบัญชีของผู้โอนและผู้รับโอน
- เลขที่กระเป๋า (wallet address) ของผู้โอนและผู้รับโอน
กรณีทำคำสั่งโอนสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าตั้งแต่ 30,000 บาท: ข้อมูล Travel Rule ที่ต้องรวบรวม ได้แก่
- ชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน
- หมายเลขบัญชีของผู้โอนและผู้รับโอน
- เลขที่กระเป๋า (wallet address) ของผู้โอนและผู้รับโอน
- ที่อยู่ของผู้โอน
- ชื่อประเทศ ชื่อจังหวัดหรือเมือง ของผู้รับ
- วันเดือนปีเกิดของผู้โอน (กรณีผู้โอนเป็นบุคคลธรรมดา)
- เลขประจำตัวนิติบุคคล หรือเลขประจำที่รัฐออกให้ (กรณีผู้โอนหรือผู้รับโอนเป็นนิติบุคคล)
** ข้อมูล Travel Rule ตามกล่องสีเขียวในแผนผัง
2. เมื่อรวบรวมข้อมูล Travel Rule ได้ครบถ้วนตามเกณฑ์แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจฯ มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล Travel Rule ของผู้โอนและผู้รับโอน ดังนี้
(1) ตรวจสอบว่าชื่อและเลขที่กระเป๋า (wallet address) ของผู้รับโอนนั้นอยู่ในรายการ sanction list หรือไม่ (ถ้ามีรายการต้องไม่ทำคำสั่งโอน)
(2) ใช้เครื่องมือตรวจสอบว่ากระเป๋าของผู้รับโอนเป็นประเภท hosted wallet (กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีผู้ดูแลและควบคุม เช่น กระเป๋าที่เปิดกับผู้ประกอบธุรกิจฯ) หรือ self-hosted wallet (กระเป๋าที่ผู้ใช้ดูแลและควบคุมเอง อาจอยู่ในรูปแบบ hardware wallet หรืออื่นๆ)
กรณี hosted wallet: ต้องแน่ใจว่าเป็นการโอนไปยัง wallet ของผู้ประกอบธุรกิจฯรายอื่น หรือผู้ประกอบธุรกิจฯ ที่ไม่อยู่ในเขตดินแดนหรือประเทศที่อยู่ในรายการที่มีความเสี่ยงสูง (High - Risk Jurisdictions subject to a Call for Action) และให้บริการโดยชอบด้วยกฎหมายในประเทศนั้น
(3) ตรวจสอบข้อมูลของผู้โอน ซึ่งคาดเดาว่าส่วนมากผู้ประกอบธุรกิจฯมีข้อมูล KYC ของลูกค้าอยู่แล้ว แต่หากเป็นผู้ประกอบธุรกิจฯ ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ exchange ที่ไม่มีข้อมูล KYC ของผู้โอนอาจต้องมีการขอข้อมูลเพิ่มเติม
กรณี self-hosted wallet: หากมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลตั้งแต่ 30,000 บาท ต้องตรวจสอบว่าผู้รับโอนเป็นผู้ดูแลและควบคุมกระเป๋าจริง (self-hosted wallet ownership verification)
3. เมื่อรวบรวมข้อมูลตามข้อ 1 และตรวจสอบข้อมูลผ่านตามข้อ 2. แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจจึงจะทำรายการตามคำสั่งโอน และส่งข้อมูลตามข้อ 1 ไปให้ผู้ให้บริการของผู้รับโอน พร้อมคำสั่งโอนด้วย (ส่งข้อมูลกรณีโอนไป hosted wallet) รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจจะต้องเก็บข้อมูลที่รวบรวมตามข้อ 1 และการตรวจสอบข้อมูลตามข้อ 2 ไว้อย่างน้อย 5 ปี นับแต่มีการโอน ในลักษณะที่พร้อมตรวจสอบได้
กรณีรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อผู้ประกอบธุรกิจฯได้รับสินทรัพย์ดิจิทัลมา ผู้ประกอบธุรกิจฯมีหน้าที่ ดังนี้
1. ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบว่ากระเป๋าที่ส่งสินทรัพย์ดิจิทัลมาเป็นกระเป๋าประเภท hosted wallet หรือ self-hosted wallet หากเป็น hosted wallet ต้องมั่นใจว่าเป็นการโอนมาจาก wallet ของผู้ประกอบธุรกิจฯรายอื่น หรือผู้ประกอบธุรกิจฯ ที่ไม่อยู่ในเขตดินแดนหรือประเทศที่อยู่ในรายการที่มีความเสี่ยงสูง (High - Risk Jurisdictions subject to a Call for Action) และให้บริการโดยชอบด้วยกฎหมายในประเทศนั้น หากไม่ใช่ต้องไม่ยินยอมให้ผู้รับโอนเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นได้
2. รวบรวมข้อมูล Travel Rule ซึ่งขึ้นอยู่กับมูลค่าธุรกรรมของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับโอนมา โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไปเป็นเกณฑ์
กรณีรับโอนสินทรัพยดิจิทัลมูลค่าต่ำกว่า 30,000 บาท: ข้อมูล Travel Rule ที่ต้องรวบรวม ได้แก่
- ชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน
- หมายเลขบัญชีของผู้โอนและผู้รับโอน
- เลขที่กระเป๋า (wallet address) ของผู้โอนและผู้รับโอน
กรณีรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าตั้งแต่ 30,000 บาท: ข้อมูล Travel Rule ที่ต้องรวบรวม ได้แก่
- ชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน
- หมายเลขบัญชีของผู้โอนและผู้รับโอน
- เลขที่กระเป๋า (wallet address) ของผู้โอนและผู้รับโอน
- ที่อยู่ของผู้โอน
- ชื่อประเทศ ชื่อจังหวัดหรือเมือง ของผู้รับ
- วันเดือนปีเกิดของผู้โอน (กรณีผู้โอนเป็นบุคคลธรรมดา)
- เลขประจำตัวนิติบุคคล หรือเลขประจำที่รัฐออกให้ (กรณีผู้โอนหรือผู้รับโอนเป็นนิติบุคคล)
** ข้อมูล Travel Rule ตามกล่องสีเขียวในแผนผัง
ซึ่งหากเป็นการรับโอนมาจาก hosted wallet คาดว่าจะได้รับข้อมูลมาอยู่แล้วจากผู้ประกอบธุรกิจฯที่ทำคำสั่งโอนอยู่แล้ว แต่หากมีข้อมูล Travel Rule ไม่ครบตามข้อ 2 ต้องติดตามให้ครบ หากยังติดตามไม่ได้และรับโอนมาจาก self-hosted wallet ต้องไม่อนุญาตให้ผู้รับโอนเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัล
3. เมื่อรวบรวมข้อมูล Travel Rule ได้ครบถ้วนตามเกณฑ์แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจฯ มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล Travel Rule ดังนี้
(1) ตรวจสอบว่าชื่อและเลขที่กระเป๋า (wallet address) ของผู้โอนนั้นอยู่ในรายการ sanction list หรือไม่ (ถ้ามีรายการต้องไม่อนุญาตให้ผู้รับโอนเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัล)
(2) กรณีข้อมูล Travel Rule ครบถ้วน และรับโอนมาจาก self-hosted wallet ให้พิจารณามูลค่าธุรกรรมโดยหากมูลค่าตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ต้องตรวจสอบว่าผู้โอนเป็นผู้ดูแลและควบคุมกระเป๋าจริง (self-hosted wallet ownership verification)
4. เมื่อรวบรวมข้อมูลตามข้อ 2 และตรวจสอบข้อมูลผ่านตามข้อ 3 แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจจึงจะทำให้ผู้รับโอนเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้ และจะต้องเก็บข้อมูลที่รวบรวมตามข้อ 2 และการตรวจสอบข้อมูลตามข้อ 3 ไว้อย่างน้อย 5 ปี นับแต่มีการโอน ในลักษณะที่พร้อมตรวจสอบได้
ผลกระทบต่อผู้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย
ผู้ใช้งานส่วนมากในไทยน่าจะใช้งานอยู่บนศูนย์ซื้อขายแบบรวมศูนย์ หรือ centralized exchange (CEX) ผลที่เห็นได้ชัดจะอยู่ที่การฝากและถอนเหรียญ ผู้ใช้อาจต้องเตรียมข้อมูลผู้รับ ระบุรายละเอียดคู่ธุรกรรม หรือยืนยันการควบคุมกระเป๋าตามกรณีที่เกี่ยวข้อง
ต้องยอมรับว่า Travel Rule เกณฑ์จุดตัดที่ 30,000 บาทครอบคลุมธุรกรรมของผู้ใช้ทั่วไปได้จำนวนมาก ทำให้กระทบหลายๆ ธุรกรรมที่อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการทำลายความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะเรื่องการเก็บข้อมูลที่อยู่ของผู้โอน หากมีกรณีข้อมูลรั่วไหล (ซึ่งเป็นไปได้เสมอเมื่อมีการรวบรวมข้อมูลไว้ที่ใดที่หนึ่ง) อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน เหมือนกับกรณีที่เห็นได้ในต่างประเทศว่ามีการบุกรุกเข้าไปในบ้าน เพื่อทำร้ายเพื่อขโมยและบีบให้โอนสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น เหตุข้อมูลลูกค้า Ledger รั่วในปี 2020 ซึ่งเปิดเผยชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ ตามมาด้วยรายงานการข่มขู่จะบุกรุกบ้านของลูกค้า ขณะที่ในสหรัฐฯ มีคดีคนร้ายบุกบ้านและบังคับให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีเพื่อขโมยคริปโทเคอร์เรนซี แม้เหตุเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเกิดจาก Travel Rule แต่สะท้อนว่าการเชื่อมข้อมูลระบุตัวบุคคลและที่อยู่เข้ากับการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล อาจสร้างความเสี่ยงต่อทั้งทรัพย์สินและความปลอดภัย หากข้อมูลตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี
Travel Rule ไม่ได้ห้ามใช้งาน self-hosted wallet แต่แน่นอนว่าหากผู้ใช้งานต้องการจะแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลของตนที่เก็บไว้ใน self-hosted wallet เป็นเงินเฟียต จะต้องมีความยุ่งยากเพิ่มขึ้นจากการขอข้อมูล Travel Rule อย่างแน่นอน รวมถึงการทำ self-hosted wallet ownership verification ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด และจะปฏิบัติได้จริงไหม และยิ่งมีการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบ จะส่งผลให้การทำธุรกรรมต่างๆผ่านผู้ประกอบธุรกิจ เช่น CEX ช้าลงด้วยหรือไม่
แม้ ก.ล.ต. ชี้แจงว่า Travel Rule ไม่กระทบการซื้อขายบนกระดาน และไม่กระทบการโอนหรือถอนเงินบาทโดยตัวเกณฑ์นี้เอง เพราะเป็นการขอข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเหรียญ ส่วนระยะเวลาการโอน หากข้อมูลครบและระบบพร้อม ส่วนใหญ่ควรเป็นไปตามกระบวนการปกติ แต่บางธุรกรรมอาจใช้เวลาตรวจสอบเพิ่มเติม การผ่าน KYC แล้วจึงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการขอข้อมูลอีก KYC เน้นการรู้จักลูกค้าที่เปิดบัญชี ส่วน Travel Rule เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับอีกฝ่ายของธุรกรรมเมื่อมีการโอนหรือรับโอนในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ที่ต้องโอนสินทรัพย์เพื่อให้ทันกำหนดเวลา ควรเผื่อขั้นตอนการตรวจสอบของแพลตฟอร์ม และตรวจสอบข้อมูลคู่ธุรกรรมก่อนเริ่มโอน โดยเฉพาะการโอนระหว่างแพลตฟอร์มหรือเชื่อมกับกระเป๋าที่ดูแลเอง (self-hosted wallet)
ผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย
ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูล Travel Rule กับสินทรัพย์ดิจิทัลเคลื่อนย้ายอย่างสอดคล้องกัน ผู้ประกอบธุรกิจต้องออกแบบทั้งหน้าจอรับข้อมูล ระบบตรวจสอบ และกระบวนการติดต่อผู้ให้บริการอีกฝั่ง โดยเฉพาะกรณีข้อมูลไม่ครบ ชื่อไม่ตรง หรือคู่ธุรกรรมใช้ระบบที่เชื่อมต่อกันไม่ได้ ต้นทุนจึงอาจเกิดทั้งจากการพัฒนาระบบ ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (Vendor) การรักษาความปลอดภัย การจัดเก็บข้อมูล และพนักงานที่ตรวจสอบข้อยกเว้น
อีกประเด็นคือการสื่อสารกับลูกค้า หากผู้ประกอบธุรกิจฯไม่มีการอธิบายว่าเหตุใดต้องขอข้อมูลเพิ่ม หรือเหตุใดเหรียญจึงยังถอนต่อไม่ได้ ความล่าช้าที่เกิดจากการตรวจสอบอาจกลายเป็นข้อร้องเรียนและกระทบความเชื่อมั่นได้ การเตรียมตัวจึงควรรวมถึงข้อความแจ้งสถานะ ช่องทางส่งข้อมูลเพิ่มเติม และกระบวนการทบทวนกรณีที่ลูกค้าเห็นว่าถูกจำกัดธุรกรรมโดยไม่เหมาะสม
สรุปข้อดีข้อเสีย
ข้อดี: เพิ่มข้อมูลที่ช่วยตรวจสอบและสร้างความเชื่อมั่น
ประโยชน์หลักของ Travel Rule คือทำให้ผู้ประกอบธุรกิจฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลระบุตัวบุคคลประกอบเส้นทางธุรกรรม ช่วยการวิเคราะห์รายการต้องสงสัยและการติดตามทรัพย์สิน อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับตลาดไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ในมุมธุรกิจ Pulse Legal เห็นว่ากระบวนการที่ตรวจสอบได้อาจช่วยให้คู่ค้าหรือผู้ให้บริการทางการเงินประเมินความเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี ผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับคุณภาพข้อมูลและการนำระบบไปใช้จริง การมีข้อมูลเพิ่มเพียงอย่างเดียวไม่รับประกันว่าจะป้องกันการหลอกลวงได้ทุกกรณี หรือนำทรัพย์สินคืนผู้เสียหายได้เสมอ
ข้อเสียและข้อแลกเปลี่ยน: ต้นทุน ความสะดวก และความเป็นส่วนตัว
Pulse Legal เห็นว่าข้อแลกเปลี่ยนมีอย่างน้อยสามด้าน
ประการแรก ต้นทุนการให้บริการ ต้องยอมรับว่าการปฏิบัติตามเกณฑ์ต้องใช้ต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขัน หรือสะท้อนในเงื่อนไขการให้บริการในอนาคต แต่ยังไม่ควรสรุปว่าผู้ประกอบธุรกิจฯทุกรายจะขึ้นค่าธรรมเนียม
ประการที่สอง ความสะดวกของผู้ใช้ การโอนที่ถูกต้องตามกฎหมายก็อาจต้องรอ เมื่อข้อมูลไม่ตรงกันหรือระบบเชื่อมต่อไม่สมบูรณ์ หากแพลตฟอร์มเลือกจำกัดธุรกรรมอย่างกว้างขวางเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ผู้ใช้งานที่สุจริตอาจถูกจำกัดทางเลือกเกินความจำเป็น และอาจบีบต้องให้ไปใช้แพลตฟอร์มนอกการกำกับดูแล ซึ่งขัดกับหลักการที่ ก.ล.ต. ต้องการกำกับดูแลนักลงทุนให้ใช้งานแพลตฟอร์มที่ได้รับการกำกับดูแล
ประการที่สาม ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล การเชื่อมชื่อบุคคลกับที่อยู่กระเป๋าและประวัติธุรกรรมอาจทำให้ข้อมูลที่รั่วไหลสร้างความเสียหายมากขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงควรพิจารณาควบคู่กันว่าเก็บข้อมูลอะไร ส่งให้ใคร ใครเข้าถึงได้ และมีการป้องกันการใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์อย่างไร
การออกแบบ Travel Rule จึงควรมีการทบทวนเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการส่งข้อมูลให้คู่ค้าต่างประเทศตั้งแต่ต้น โดยรายละเอียดฐานกฎหมายและหน้าที่ตาม PDPA ต้องพิจารณาตามรูปแบบการประมวลผลจริงของแต่ละธุรกิจ
สิ่งที่ควรจับตาต่อไป
โจทย์หลังจากนี้คือเกณฑ์จะถูกแปลงเป็นการปฏิบัตจริงอย่างไร แต่ละแพลตฟอร์มจะรองรับ ownership verification แบบใด จัดการข้อมูลไม่ครบอย่างไร หากมีการให้ข้อมูลเท็จจะตรวจสอบหรือจัดการอย่างไร และเชื่อมต่อกับผู้ประกอบธุรกิจฯในต่างประเทศได้มากน้อยเพียงใด
อีกด้านหนึ่ง ก.ล.ต. ระบุว่าได้ประสานกับ ปปง. ในระหว่างที่ ปปง. เตรียมออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้ประกอบธุรกิจจึงควรติดตามพัฒนาการของทั้งสองหน่วยงาน ไม่ถือว่าการเตรียมระบบตามประกาศครั้งนี้เป็นจุดสิ้นสุดของงานกำกับดูแล
สำหรับ Pulse Legal คุณภาพของการนำ Travel Rule มาใช้ควรวัดจากความสามารถในการใช้ข้อมูลเพื่อจัดการความเสี่ยง พร้อมกับรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและเปิดให้ผู้ใช้ที่สุจริตทำธุรกรรมได้อย่างเหมาะสม ช่วงก่อนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 จึงเป็นเวลาสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องเตรียมระบบ และผู้ใช้ต้องทำความเข้าใจขั้นตอนที่กำลังเปลี่ยนไป
แหล่งอ้างอิง
- สำนักงาน ก.ล.ต., ข่าวฉบับที่ 179/2569 ลงวันที่ 2 กันยายน 2569: https://www.sec.or.th/TH/Pages/News_Detail.aspx?SECID=13275
- สำนักงาน ก.ล.ต., QA สำหรับหลักเกณฑ์ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล: https://www.sec.or.th/Documents/News/Attach/13275/QA%20Travel%20Rule.pdf
- FATF, Best Practices in Travel Rule Supervision (2025), โดยเฉพาะหัวข้อ 1.1–1.2: https://www.fatf-gafi.org/content/dam/fatf-gafi/recommendations/Best-Practices-Travel-Rule-Supervision.pdf
